The Time Traveller’s Dossier: Circa 1970s Shakespearean Richard III Vintage Illustration — โครงข่ายเลือดแห่งราชวงศ์ทิวดอร์
ประวัติศาสตร์
บริบทแห่งสงครามดอกกุหลาบและ "ตำนานทิวดอร์"
เพื่อที่จะเข้าใจภาพประกอบชิ้นนี้อย่างถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปสู่บริบทของ "สงครามดอกกุหลาบ" (Wars of the Roses) สงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์อังกฤษระหว่างสองสายเลือดแห่งราชวงศ์แพลนแทจินิต (Plantagenet) ได้แก่ ราชวงศ์แลงคาสเตอร์ (กุหลาบแดง) และราชวงศ์ยอร์ก (กุหลาบขาว) กษัตริย์ริชาร์ดที่ 3 คือกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ยอร์กและองค์สุดท้ายของราชวงศ์แพลนแทจินิต การสวรรคตของพระองค์ในสมรภูมิบอสเวิร์ธฟิลด์ (Battle of Bosworth Field) ในปี 1485 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคกลางในอังกฤษ และเป็นการเปิดฉากราชวงศ์ใหม่ นั่นคือ "ราชวงศ์ทิวดอร์" (Tudor) ภายใต้การนำของพระเจ้าเฮนรีที่ 7
ภาพประกอบที่เราเห็นอยู่นี้ ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ แต่เป็นการถ่ายทอดภาพจำทางประวัติศาสตร์ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยผู้ชนะ นั่นคือ "ตำนานทิวดอร์" (Tudor Myth) ซึ่งต่อมาถูกสลักลึกลงในความทรงจำของผู้คนผ่านปลายปากกาของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ในบทละครเรื่อง Richard III เชกสเปียร์ได้วาดภาพริชาร์ดให้เป็นทรราชผู้มีร่างกายพิกลพิการ หลังค่อม แขนลีบ และมีจิตใจที่บิดเบี้ยวพอๆ กับร่างกาย เขาคือจอมบงการผู้กระหายอำนาจและพร้อมจะสังหารทุกคนที่ขวางทางสู่บัลลังก์ ภาพวาดนี้คือการบีบอัดบทละครความยาวหลายชั่วโมงลงบนกระดาษแผ่นเดียว โดยใช้โครงข่าย "ใยแมงมุม" (Spiderweb) เป็นพื้นหลัง เพื่อสะท้อนถึงฉายา "แมงมุมพิษ" (Bottled spider) ที่เชกสเปียร์มอบให้เขา
วิเคราะห์โล่แห่งเลือดทั้ง 12 ตรา: แผนผังการลอบสังหารสู่ราชบัลลังก์
ความโดดเด่นและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งที่สุดของผลงานชิ้นนี้ อยู่ที่การล้อมรอบตัวกษัตริย์ริชาร์ดด้วยโล่ 12 อัน ซึ่งไม่ได้บรรจุตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลดังที่ควรจะเป็นในศิลปะการวาดตราแผ่นดิน (Heraldry) แต่กลับบรรจุภาพเหตุการณ์การสังหารบุคคลสำคัญ 12 กลุ่มที่เป็นเหยื่อในเส้นทางอำนาจของเขา:
Henry VI (พระเจ้าเฮนรีที่ 6): โล่ซ้ายบนสุดแสดงภาพชายถูกแทงจากด้านหลัง พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์ กษัตริย์ผู้มีพระสติฟั่นเฟือนและถูกจองจำในหอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) ตามบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ ริชาร์ด (ในขณะนั้นคือดยุกแห่งกลอสเตอร์) เป็นผู้ลงมือสังหารกษัตริย์องค์นี้ด้วยมือของเขาเองเพื่อตัดรากถอนโคนสายเลือดแลงคาสเตอร์
Edward, his son (เอ็ดเวิร์ดแห่งเวสต์มินสเตอร์ เจ้าชายแห่งเวลส์): โล่ถัดมาแสดงภาพการต่อสู้และถูกแทง เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระราชโอรสองค์เดียวของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมหลังยุทธการทิวก์สเบอรี (Battle of Tewkesbury) ในปี 1471 เชกสเปียร์ระบุว่าริชาร์ดมีส่วนร่วมในการรุมสังหารเจ้าชายองค์นี้ต่อหน้าพระมารดา
Somerset (ดยุกแห่งซัมเมอร์เซ็ต): โล่แสดงภาพชายถูกธนูและดาบ เอ็ดมันด์ โบฟอร์ต ดยุกที่ 4 แห่งซัมเมอร์เซ็ต ผู้บัญชาการฝ่ายแลงคาสเตอร์ เขาถูกจับกุมตัวได้หลังยุทธการทิวก์สเบอรีและถูกนำตัวไปตัดหัว ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์ของการกวาดล้างขุนนางฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ความปรานี
Clarence (จอร์จ แพลนแทจินิต ดยุกแห่งแคลเรนซ์): หนึ่งในฉากที่โด่งดังและน่าสยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรม โล่แสดงภาพชายกำลังถูกทหารจับกดน้ำลงในถังไม้ จอร์จคือพระเชษฐา (พี่ชาย) ของริชาร์ดเอง เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ตามตำนานและบทละคร ริชาร์ดเป็นผู้วางแผนใส่ร้ายและสั่งให้นักฆ่าจับจอร์จกดน้ำตายในถังไวน์มาล์มซีย์ (Butt of Malmsey wine) เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ก่อนหน้าตน
Queen Anne (แอนน์ เนวิลล์ ราชินีแห่งอังกฤษ): โล่แสดงภาพสตรีนั่งดื่มไวน์และมีท่าทีกุมลำคอ แอนน์คือพระชายาของริชาร์ด (และเคยเป็นอดีตพระชายาของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งแลงคาสเตอร์ที่ริชาร์ดสังหาร) เมื่อแอนน์เริ่มล้มป่วยและริชาร์ดต้องการแต่งงานใหม่กับหลานสาวของตนเองเพื่อผลทางการเมือง ข่าวลือและบทละครของเชกสเปียร์จึงผูกเรื่องว่าริชาร์ดเป็นผู้วางยาพิษสังหารพระมเหสีของตนเอง ภาพแก้วไวน์ในมือคือสัญญะของการถูกลอบวางยา
King Edward V (พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5) & 7. Prince Richard (เจ้าชายริชาร์ด ดยุกแห่งยอร์ก): โล่สองอันด้านล่างตรงกลางแสดงภาพเด็กชายสองคนกำลังถูกอุดปากและรัดคอ นี่คือจุดด่างพร้อยและคดีฆาตกรรมที่ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ "เจ้าชายในหอคอย" (The Princes in the Tower) หลานชายสายเลือดแท้ๆ ของริชาร์ดที่ถูกเขาสั่งให้จองจำในหอคอยแห่งลอนดอนเพื่อชิงมงกุฎ ภาพนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาอันโหดร้ายที่นักฆ่าลักลอบเข้าไปใช้หมอนอุดจมูกและปากเด็กน้อยทั้งสองขณะบรรทม
Rivers (แอนโทนี วูดวิลล์ เอิร์ลริเวอร์ส), 9. Grey (ริชาร์ด เกรย์), & 10. Vaughan (ทอมัส วอห์น): โล่ด้านขวาล่างสามอันแสดงภาพขุนนางถูกจับกุมและประหารด้วยลูกตุ้มหรือขวาน ทั้งสามคนนี้คือญาติและผู้สนับสนุนฝั่งมารดาของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 5 (ฝั่งตระกูลวูดวิลล์) ริชาร์ดสั่งจับกุมและประหารชีวิตพวกเขาทั้งหมดที่ปราสาทพอนต์แฟรกต์ (Pontefract Castle) โดยไม่มีการไต่สวน เพื่อตัดกำลังสนับสนุนของยุวกษัตริย์
Hastings (วิลเลียม เฮสติงส์ บารอนเฮสติงส์ที่ 1): โล่แสดงภาพเพชฌฆาตสวมหมวกคลุมหน้ากำลังเงื้อขวานตัดหัวชายที่ถูกมัดมือ เฮสติงส์เคยเป็นพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ของราชวงศ์ยอร์ก แต่เมื่อเขาปฏิเสธที่จะสนับสนุนให้ริชาร์ดช่วงชิงราชบัลลังก์จากหลานชาย ริชาร์ดจึงจัดฉากกล่าวหาว่าเขาใช้เวทมนตร์คาถาและสั่งตัดหัวเขาในลานหอคอยแห่งลอนดอนทันที
Buckingham (เฮนรี สตาฟฟอร์ด ดยุกแห่งบักกิงแฮม): โล่ขวาบนสุดแสดงภาพชายกำลังถูกเพชฌฆาตประหาร บักกิงแฮมคือ "มือขวา" และผู้สมรู้ร่วมคิดคนสำคัญที่ช่วยให้ริชาร์ดได้ขึ้นครองราชย์ แต่ท้ายที่สุดเขาก็แปรพักตร์และก่อกบฏต่อริชาร์ด ผลลัพธ์คือเขาถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตอย่างไร้ความปรานี
สัญญะเชิงจิตวิทยาในภาพบุคคล (Psychological Symbolism)
นอกจากเรื่องราวในโล่แล้ว องค์ประกอบตรงกลางภาพก็เต็มไปด้วยสัญญะที่ลึกซึ้ง หัวกะโหลกขนาดใหญ่ (The Skull) ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะทำหน้าที่เป็น Memento Mori (เครื่องเตือนใจถึงความตาย) มันไม่ได้เป็นเพียงความตายนอกเหนือการควบคุม แต่มันคือผลลัพธ์ของการฆาตกรรมทั้งหมดที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนเขา กษัตริย์ริชาร์ดในภาพสวมเสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำและสร้อยประคำทองคำประดับอัญมณีแสดงถึงอำนาจอันล้นพ้น แต่ใบหน้าของเขากลับปราศจากความสุข มีเพียงร่องรอยของความหวาดระแวง (Paranoia) ดวงตาที่ลึกโหลและท่าทางการใช้นิ้วมือหมุนแหวนอย่างกระวนกระวายใจ เป็นการถ่ายทอดสภาวะจิตใจของทรราชที่ไม่เคยกินอิ่มนอนหลับ เพราะรู้ดีว่ามงกุฎที่ได้มาด้วยเลือด ย่อมต้องชดใช้ด้วยเลือด หมูป่าเผือก (The White Boar) ด้านล่างคือตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ซึ่งในวรรณกรรมมักถูกนำมาล้อเลียนว่าเป็นสัตว์ร้ายที่ขุดคุ้ยและทำลายรากเหง้าของแผ่นดิน
กระดาษ
เทคโนโลยีการพิมพ์และวัสดุศาสตร์
เมื่อพิจารณาในแง่ของวัสดุ (Substrate) และเทคนิคการพิมพ์ ภาพประกอบชิ้นนี้เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการพิมพ์เชิงพาณิชย์และสื่อการศึกษาในช่วงปลายยุค 1970s ถึงต้นยุค 1980s ชิ้นงานถูกพิมพ์ลงบนกระดาษอาร์ตการ์ดเนื้อหนา (Heavyweight Cardstock) ที่มีการเคลือบผิวแบบด้านหรือซาติน (Matte/Satin Finish) การเลือกใช้กระดาษไม่สะท้อนแสงนี้เป็นความตั้งใจทางการออกแบบ เพื่อลดการรบกวนของแสงเงาเมื่อนำภาพไปติดประดับบนผนังห้องเรียน หรือบอร์ดนิทรรศการหน้าโรงละคร และยังช่วยขับเน้นบรรยากาศความหม่นหมองของธีมภาพให้ชัดเจนขึ้น
กระบวนการพิมพ์คือ Offset Lithography แบบ 4 สี (CMYK) ความท้าทายทางเทคนิคของภาพนี้คือการจัดการกับพื้นที่สีดำมหาศาล (Rich Black พื้นหลัง) หากผสมแม่สีไม่ดี สีดำจะดูแบนหรือออกเป็นสีเทาโคลน แต่ผลงานชิ้นนี้สามารถควบคุมความอิ่มตัวของหมึกดำได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ลายเส้นใยแมงมุมสีเทาอ่อนที่วาดซ้อนทับลงไปดูมีมิติและลอยเด่นขึ้นมา ในส่วนของโล่ทั้ง 12 อัน สีเหลืองโอเคอร์ (Yellow Ochre) และสีส้มถูกใช้เป็นคู่สีตรงข้าม (Complementary colors) กับพื้นหลังสีเข้ม ดึงดูดสายตาให้ผู้ชมต้องหยุดมองรายละเอียดของการฆาตกรรมแต่ละฉาก นอกจากนี้ การใช้สีแดงเข้ม (Crimson Red) บริเวณฉากหลังพอร์เทรตตรงกลาง ยังคงความสดใสไว้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุของกระดาษที่น่าจะเกิน 40-50 ปี การเสื่อมสภาพตามธรรมชาติย่อมเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการจัดเก็บในแฟ้มไร้กรด (Acid-free portfolio) ขอบกระดาษอาจมีรอยบิ่น (Micro-tears) หรือเกิดจุดเหลือง (Foxing) อันเนื่องมาจากความชื้นและปฏิกิริยาออกซิเดชันของเนื้อเยื่อกระดาษ
ความหายาก
Rarity Class: S (Super Rare / สื่อการศึกษา-โรงละครเฉพาะกลุ่มที่มีอัตราการรอดชีวิตต่ำ)
ความหายากของชิ้นงานนี้ไม่ได้เกิดจากการพิมพ์จำนวนจำกัดแบบงานศิลปะ Fine Art (Limited Edition) แต่เกิดจาก "ธรรมชาติของการใช้งาน" สิ่งพิมพ์ประเภทภาพประกอบเชิงวรรณกรรม โปสเตอร์โรงละคร หรือสื่อการศึกษา (Educational Ephemera) มักถูกผลิตมาเพื่อการใช้งานจริง—ถูกตอกหมุดติดบอร์ดนิทรรศการ ติดเทปกาวบนผนังห้องเรียน หรือถูกม้วนเก็บจนยับเยิน เมื่อหมดวาระการแสดงหรือสิ้นสุดปีการศึกษา พวกมันมักจะถูกปลดลงและทิ้งลงถังขยะ การที่ภาพพิมพ์ขนาดใหญ่นี้สามารถรอดชีวิตมาตรึงตาตรึงใจผู้คนได้ในสภาพที่สีสันยังคงความสดใสและรายละเอียดของเส้นสายยังคมชัด จึงทำให้มันมีอัตราการรอดชีวิต (Survival Rate) ที่ต่ำมากและถูกจัดให้อยู่ในคลาส S
ในตลาดนักสะสมปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้มีความต้องการสูงและมีฐานลูกค้าแบบครอสโอเวอร์ (Cross-over appeal) มันไม่เพียงแต่เป็นที่ต้องการของนักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ทิวดอร์ (Tudor historians) หรือผู้คลั่งไคล้ผลงานของเชกสเปียร์ (Shakespearean collectors) เท่านั้น แต่ยังเป็นที่จับตามองของกลุ่มนักสะสมศิลปะแนว Dark Academia และ Macabre Art ที่หลงใหลในความงามอันมืดมน ชิ้นงานที่รักษาสภาพขอบกระดาษไว้ได้ดี ไม่ปรากฏรอยพับกลางภาพ และไม่มีการซีดจางของสีแดง-ทอง ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่พร้อมจะถูกนำไปประดับในกรอบกระจกกันรังสียูวีเกรดพิพิธภัณฑ์
ผลกระทบทางสายตา
การออกแบบที่ชาญฉลาดที่สุดของภาพนี้คือการบีบอัดกาลเวลาและเหตุการณ์นับสิบปีให้เกิดขึ้นพร้อมกันบนระนาบเดียว มันทำหน้าที่เหมือน "อินโฟกราฟิกแบบโกธิก" (Gothic Infographic) ผู้ชมจะถูกดึงดูดด้วยสายตาที่หวาดระแวงของกษัตริย์ริชาร์ดตรงกลางเป็นอันดับแรก ก่อนที่สายตาจะถูกบีบบังคับให้กวาดมองไปรอบๆ ตามเส้นใยแมงมุม เพื่อค้นพบเรื่องราวความตายอันน่าสยดสยองทีละฉาก ภาพนี้ไม่ได้ต้องการขายความสวยงาม แต่ต้องการขายความรู้สึกอึดอัด กดดัน และสัจธรรมของอำนาจที่ปราศจากศีลธรรม
ห้องจัดแสดง
จดหมายเหตุดำเนินต่อ
สำรวจต่อ

3M · Technology
The Time Traveller's Dossier : 3M Scotch Videocassettes - รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติห้องนั่งเล่น
เรามักจะรำลึกถึงช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 ผ่านมุมมองผิวเผินของสุนทรียศาสตร์แสงสีนีออน ดนตรีซินธ์ป็อป และความวิตกกังวลในยุคสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ของเทคโนโลยีผู้บริโภคโดยเฉพาะ ยุคนี้ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ: "การปฏิวัติห้องนั่งเล่น" (The Living Room Revolution) ก่อนที่เครื่องเล่นวิดีโอเทป (VCR) จะสามารถใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ ผู้ชมโทรทัศน์ตกเป็นทาสของตารางการออกอากาศของสถานีเครือข่ายหลักอย่างสมบูรณ์ หากคุณพลาดรายการที่ออกอากาศในคืนวันพฤหัสบดี ช่วงเวลาทางวัฒนธรรมนั้นก็จะสูญหายไปในอากาศธาตุ ผู้บริโภคเป็นเพียงผู้รับสารที่รอคอยรายการตามตารางเวลา วัตถุชิ้นนี้—โฆษณาสิ่งพิมพ์สำหรับเทปวิดีโอ 3M Scotch—เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นต้นที่จับภาพช่วงเวลาที่ผู้บริโภคได้รับมอบอำนาจในการ "เลื่อนเวลา" (Time-Shifting) อย่างแท้จริง โฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขายตลับพลาสติกที่บรรจุแถบแม่เหล็ก แต่มันกำลังขาย "ความเป็นอิสระ" (Autonomy) มันกำลังขายการทำให้หน้าจอโทรทัศน์เป็นประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ในการจัดวางภาพคือภาพถ่ายทางกายภาพของสมรภูมิรบทางธุรกิจที่ก้าวร้าวที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 20: "สงครามฟอร์แมต" (Format War) อันฉาวโฉ่ระหว่าง VHS ของ JVC และ Betamax ของ Sony

Schenley · Beverage
แฟ้มข้อมูลนักเดินทางข้ามเวลา : Schenley '43 - สงครามของโรงกลั่น
ครั้งหนึ่ง การกลั่นสุราคือการแสวงหาความรื่นรมย์ เป็นงานฝีมือที่อุทิศให้แก่ชั่วขณะอันเงียบสงบแห่งสันติภาพ จนกระทั่งสงครามเบ็ดเสร็จอุบัติขึ้น วัตถุชิ้นนี้คือตัวแทนของการพลิกกลับของจุดประสงค์อย่างสิ้นเชิง มันคือประตูมิติสู่ปี 1943 ช่วงเวลาที่กลไกแห่งความสุขถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นกลไกแห่งการอยู่รอดอย่างรุนแรง สินค้าไม่ใช่วิสกี้อีกต่อไป แต่สินค้าคือ "การเสียสละ" แบรนด์กำลังขายพฤติกรรมของการไม่บริโภค นี่คือจุดกำเนิดของจิตสำนึกองค์กรในยามสงคราม—บทเรียนระดับปรมาจารย์ในการรักษาคุณค่าของแบรนด์ ในขณะที่สายการผลิตในโรงงานกำลังเร่งผลิตเชื้อเพลิงสำหรับความขัดแย้งระดับโลก

New York Central · Travel
The Time Traveller's Dossier : New York Central - เรขาคณิตแห่งโลจิสติกส์ยุคสงคราม
การเดินทางเคยเป็นการแสดงออกถึงความบันเทิงพักผ่อน มันคือการหลบหนี มันคือความหรูหราขั้นสูงสุดของกาลเวลาและพื้นที่ ก่อนปี 1941 รถเสบียงของรถไฟอเมริกันเปรียบเสมือนพระราชวังเคลื่อนที่ มันคือร้านอาหารระดับห้าดาวที่พุ่งทะยานข้ามทวีปด้วยความเร็วหกสิบไมล์ต่อชั่วโมง รถไฟ New York Central Railroad ซึ่งโด่งดังจากการให้บริการขบวน 20th Century Limited ไปตามเส้นทาง "Water Level Route" ได้ขายภาพลวงตาของความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีขีดจำกัด จากนั้น โลกก็ลุกเป็นไฟ ภาพลวงตาแตกสลาย พระราชวังกลายเป็นเครื่องจักร วัตถุพยานที่อยู่ตรงหน้าเรา—โฆษณาสิ่งพิมพ์แบบภาพตัดขวางที่ให้รายละเอียดสูงของ New York Central System—ได้จับภาพการกลับตาลปัตรของจุดประสงค์อย่างสิ้นเชิง มันคือพิมพ์เขียวของการเอาชีวิตรอด มันคือช่วงเวลาที่รถเสบียงหยุดการเป็นโรงละครแห่งความหรูหรา และกลายเป็นกลไกการป้อนอาหารระดับอุตสาหกรรม ข้อความสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและโหดร้าย มันไม่ได้ขอโทษสำหรับความแออัด แต่มันเฉลิมฉลองให้กับคณิตศาสตร์แห่งการเอาชีวิตรอด มันขอให้พลเรือนกินอย่างรวดเร็ว ไม่ขโมยเครื่องเงิน และยอมสละความสะดวกสบายเพื่อทหาร นี่ไม่ใช่โฆษณาการท่องเที่ยว แต่มันคือผลงานชิ้นเอกในการบริหารความคาดหวังของประชาชน ผ่านพลังแห่งความโปร่งใสทางโลจิสติกส์ที่ดุดันและไม่โอนอ่อน นี่คือสถาปัตยกรรมแห่งความจำเป็น















